Isn-t

ISN'T : 1st

posted on 31 Mar 2008 12:53 by isn-t  in Isn-t

 

 

ฉันไม่รู้ ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง

รู้แค่ตอนนี้


พื้นที่ตรงกลาง . . . ที่ว่าง . . . ระหว่างเราสองคน

มันได้กลายเป็นจุดเริ่มต้น  ของความรักที่กำลังจะจบสิ้น

 

 

“ เรา . . .หยุดแค่นี้เถอะ ”

 


.
.


.

 

.

 

แม้กระทั่งน้ำตา ก็ช่วยอะไรไม่ได้อีกแล้ว   ต่อให้คาซึยะเปลี่ยนเป็นคาซึยะคนใหม่อีกกี่พันครั้งก็ไม่มีประโยชน์

เพราะว่าเรียว . . . จะไม่กลับมา . . .

 

บนทางเท้าริมถนน ท้องฟ้ายามเย็นสีแดงจัด เหมือนดวงอาทิตย์กำลังละลายลงบนพื้นหญ้า  แต่ลมที่พัดมา กลับทำให้ดวงตาแห้งผาก

 

เรียวไม่ได้ยิ้ม หรือทำหน้าเศร้า

ไม่มีความรู้สึกรัก หรือรังเกียจ อยู่บนใบหน้าที่คุ้นเคยนั้น

 


. . . ความรัก . . . ถ้าหากไม่รักษาให้ดี

สักวัน  ก็อาจต้องเสียมันไป . . .

 

 

แม้ว่าเรา จะต้องการมันแค่ไหน อย่างนั้นน่ะเหรอ ?

 

ขอโทษ . . . อย่าไปนะ . . . ฉันรัก   เรียว . . .

 

สมองที่เคยใช้คิดเรื่องร้ายกาจได้มากมาย   มาตอนนี้   แค่จะหาสักคำเพื่อรั้งคนๆนึงเอาไว้ . . . ก็กลับทำไม่ได้

ที่บอกว่าชีวิตเรียวเป็นของฉัน


รู้ไหมจริงๆแล้ว คาซึย่ะน่ะ . . .

 


“  ความรัก  ”

 


ก็แค่อวดเก่งไปอย่างนั้นเอง . . .

 


“ ตอนนี้ ฉันเจอมันแล้ว . . . แล้วก็หวังว่าสักวัน . . . คาซึยะจะหามันเจอเหมือนกัน ”

 


ความจริง แค่สิ่งเดียวที่คาซึยะเป็นก็คือคนอ่อนแอ

ที่พอจะทำได้เวลานี้ ก็แค่ยิ้ม เฝ้ามอง และรอเรียวเดินจากไปจนลับตา . . . ก็เท่านั้น

 

 


.
.


.

 

.

 


“ พอเลยนะจิน!  ถ้ายังพูดต่อ ฉันจะ . . . ”

 


“ . . . จะยอมตกลงอย่างไม่มีเงื่อนไข ”


ดวงตาคู่สวยขึงโกรธ เมื่ออีกคนยังทำท่าทะเล้นไม่เลิก  . . . ช่างเถอะ  ฮิโรกิย้ำกับตัวเองเป็นครั้งที่ล้าน เขาเบื่อกับคนพูดไม่รู้เรื่องอย่างจินเต็มทนแล้ว

 

“ นี่ จะไปไหนน่ะ? ”


ร่างสูงคว้าข้อมือเรียวที่กำลังจะฉวยกระเป๋าหนังสีน้ำตาลไปจากโต๊ะ

 

“ ไปให้พ้นๆ ”


ใบหน้าหวานหันกลับมาพูดเสียงเรียบ ปัดแขนออกจากพันธนาการ เดินออกจากห้องชมรมของจินไปไม่รอให้คนตัวโตได้ร้องโวยวายอะไรอีกทั้งนั้น

 

 

“ เดี๋ยวนี้ฮิโรจังขี้โมโหจังนะ ”


เสียงแจ่มใสของบุคคลที่สามที่นั่งดูมวยสดอยู่นานแล้วดังขึ้นขัดบรรยากาศ ยามะพีเท้าคาง รอจนจินนั่งลงที่เก้าอี้ตัวข้างๆ ด้วยสีหน้าหงุดหงิด ต่างจากตอนที่ฮิโรกิอยู่เมื่อกี๊ลิบลับ

 

“ มีเรื่องอะไรกันแน่ ”


ตาคมจ้องตอบดวงตากลมโตที่มองมาอย่างรู้ทัน  เพราะความสนิท ไม่ว่าจินจะปวดหัวตัวร้อนหรือไม่มีเงินใช้ ยังไงก็ไม่มีทางหลุดรอดสายตาของยามาชิตะ โทโมฮสะไปได้

 

“ . . . นิชิกิโด เรียว  รู้จักไหม? ”


จินหันมองออกไปนอกหน้าต่างที่มีฝุ่นจับหนา ตามด้วยเสียงถอนใจ  . . . ถ้าไม่เพราะยามะพีถามขึ้นมา จินก็ไม่อยากพูดถึงชื่อนี้ให้ใครได้ยิน  โดยเฉพาะตัวเอง

 

“ เรียว . . . ทำไม เขามาจีบฮิโระจังหรือไง ”


ยามะพีหัวเราะแกล้งแหย่  จินไม่ใช่คนขี้หึง ฮิโรกิน่ารักแถมยังใจดี วันๆมีคนมาเจ๊าะแจ๊ะตั้งเยอะ ไม่เคยเห็นจินว่าอะไร  ยามะพีแค่คิด ว่ามันคงไม่มีทางจะเป็นสาเหตุที่เจ้าตัวมาทำอารมณ์บูดบึ้งอยู่อย่างนี้ได้แน่

 

“ ก็แล้วถ้าใช่ . . . นายว่าฉันควรจะทำยังไง ? ”


เสียงทุ้มตอบกลับมา ความกังวลที่ขุ่นมัวอยู่ในดวงตาจินทำให้ยามะพีต้องชะงัก  คิ้วเรียวขมวดมุ่น และยิ่งยิ้มไม่ออกยิ่งกว่าจินในตอนนี้เสียอีก

 


เรียว ?

 

นี่มันหมายความว่ายังไง !!?

 

 

.
.


.

 

.

 

 

เสียงหวานเศร้านั้น กลั่นออกมาจากท่วงทำนองที่ถูกบรรเลงขึ้นโดยข้อมือเรียวบาง ในโถงใหญ่ใต้หอดนตรี ราวกับว่าเสียงนั้นดังมาจากทุกทิศ

 

“ หยุด ”


ฮิโรกิหยุดโบว์หางม้าในมือตามคำสั่ง เงยหน้ามองคนตัวโตที่เพิ่งลุกออกไปจากเก้าอี้อีกตัวที่หันหลังชนกัน

 


“ คนเก่งนี่เขาไม่ค่อยมีเวลาว่างกันหรือไง . . .รึเปล่า ฮิโรกิ? ”

 

“ ฮะ . . . ? ”

 

ฮิโรกิตอบ มองตามหัวหน้าชมรมดนตรีที่กำลังทำหน้าบึ้งตึงด้วยความไม่เข้าใจ

 

“ พอจะบอกได้ไหม ว่านายเอาเวลาที่ฉันบอกให้ซ้อมไปทำอะไร ”


ไม่รู้ทำไม  นิชิกิโด เรียว ถึงได้ชอบคอยบังคับจับผิดเขานัก  ถ้าต้องมาโกรธเกรี้ยวใส่กันทุกครั้ง แล้วยังจะมานั่งมองหน้ากันทุกวันให้มันได้อะไรขึ้นมา

 

“ ผมไม่ได้เก่ง ”

 

“ ความจริงแล้ว ไม่ดีพอให้รุ่นพี่ต้องมาใส่ใจด้วยซ้ำ ”

 

ร่างบางยกเชลโล่ออกจากตัว ไม่เหลือสมาธิจะเล่นเพลงใดๆได้  ไม่รู้ทำไม ใครๆถึงชอบหาเรื่องเขากันนัก

 


“ อ๊ะ! ”

 

ข้อมือบาง ที่ถูกจินจับ . . . ฮิโรกิเพิ่งรู้ว่ามันเจ็บ ก็จนเมื่อถูกมือใหญ่ของอีกคนบีบไว้แน่น ในตอนนี้

ร่างโปร่งบางรั้งตัวเองเต็มที่ไม่ให้ปลิวไปตามแรงกระชาก แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อลืมตาขึ้น  ฮิโรกิก็พบว่า ใบหน้าของตัวเอง อยู่ห่างจากเรียว แค่ลมหายใจกั้นเท่านั้น

 

 

อย่าได้สบตาใคร  ท่ามกลางความเงียบ ที่เคล้าคลอแค่เพียงเสียงลมหายใจเช่นนี้

 

 

ฮิโรกิอาจปฏิเสธความรู้สึกผิดแปลกบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นในใจได้  . . . หากแต่กับดวงตาสีดำสนิทที่กำลังมองมา  มันราวกับว่าทั้งร่าง กำลังถูกผูกรัด ด้วยเงื่อนที่อาจไม่มีวันคลายออก

 

 


.
.


.

 

.

 

 

สัญญาณไฟสีแดง หยุดเราทั้งคู่ไว้บนถนนสายหลักที่รถบางตา


ท่าทางของฮิโรกิดูเหนื่อยล้า คงเพราะใกล้วันแข่งเต็มที   ใบหน้าหวานหันมองออกไปนอกหน้าต่างรถ ความเงียบ ทำให้รู้สึกราวกับเราอยู่คนละโลก


ดวงตาคมได้แต่เฝ้ามองปลายผมสีน้ำตาลอ่อนคลอเคลียต้นคอขาว  . . . บางอย่างเปลี่ยนไป จินรับรู้ได้ แม้ขณะที่มองเห็นได้เพียงภาพเดิมภาพนั้น

ฮิโรกิในตอนนี้ คล้ายภาพวาดสีน้ำมัน ที่ถูกวาดซ้ำจากภาพเดิม ต่อให้ศิลปินเก่งกาจแค่ไหน ก็ไม่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกที่เคยมีได้


จินได้แต่ปล่อยให้ความเงียบกัดกร่อนเวลาอันยาวนาน ให้หดหายไปวินาทีแล้ววินาทีเล่า

 

นิชิกิโด เรียว

 

ข่าวลือ . . . ทำลายชีวิตคนมากมาย  ทั้งที่เคยเชื่อว่าตัวเองฉลาดพอจะไม่หลงงมงายไปกับคำพูดที่เบาเหมือนฝุ่นพวกนั้น


แต่เพราะอะไร   มาเวลานี้  จินถึงได้กังวลใจจนแทบคลั่ง

 

ผู้ชายคนนั้นสำคัญยังไงกับนาย . . . ฮิโรกิ?

 


“ อ๊ะ  นั่นรุ่นพี่นิชิกิโดกับ . . . ”

 

เสียงหวานดังขึ้นคล้ายประหลาดใจ ลุกขึ้นมานั่งตัวตรง เกาะกระจกมองออกไปตรงทางเท้าที่ริมถนน

 

. . . นิชิกิโด เรียว . . .

 

มือขาวจัดบีบพวงมาลัยแน่น  . . . นี่มันลางบอกเหตุหรือยังไง

 


“ นิชิกิโด . . . คนที่มาจีบนายน่ะเหรอ ”


จินหลุดคำพูดที่ปะปนไปด้วยน้ำเสียงประชดประชันโดยไม่ตั้งใจ ดวงตาคู่สวยตวัดกลับมาด้วยอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อไม่กี่วินาทีก่อนหน้า แทบจะเป็นคนละคน

 

“ พูดอะไรน่ะจิน  อย่ามาหาเรื่องนะ ”

 

ร่างสูงนิ่งมองไปยังถนนเบื้องหน้า ไม่อยากเห็น แค่ฟังเสียง ก็รู้ว่าคิ้วเรียวคงกำลังขมวดมุ่นด้วยความไม่พอใจแค่ไหน


แต่มันเพราะอะไรกันล่ะ . . . ?

 

“ รุ่นพี่เป็นหัวหน้าชมรมดนตรี เราซ้อมด้วยกันก็แค่นั้น แล้วอีกอย่าง เขาก็มีแฟนอยู่แล้วด้วย . . . นั่นไง ”

 

ไม่เข้าใจตัวเอง  ทำไม ถึงต้องอธิบายเสียยืดยาว  แค่จินจะหาเรื่องมากวนน้ำให้ขุ่นเหมือนทุกทีก็เท่านั้น

ร่างบางกระแทกหลังลงกับเบาะนั่ง บอกกับตัวเอง ว่าที่กำลังหงุดหงิดอยู่ตอนนี้  . . .เป็นเพราะจิน

 

 

. . . ดวงไฟดับ แล้วสลับสีเปิดทาง

ฮิโรกิเลิกสนใจทุกอย่างรอบกายรวมทั้งจิน รถยนต์สีดำออกตัวเชื่องช้า  แค่เสี้ยวนาทีที่คนขับหันมองกระจกซ้าย


ภาพสะท้อนของคนสองคนบนทางเท้า


ใบหน้าสวยที่แสนเศร้าของใครอีกคนนั้น ยังคงติดตรึง อยู่ในห้วงความคิดของจินไปตลอดทาง

 

 


.
.


.

 

.

 

 

ฝ่าเท้าก้าวไปไม่ไวอย่างใจคิด

ผิวสีน้ำผึ้งโผล่พ้นเสื้อเชิ้ตขาวที่ถูกพับขึ้นไป พาร่างโปร่งบางเร่งผ่านเส้นทางที่คุ้นเคย ความห่วงใย ทำให้รอยยิ้มที่เคยมีเสมอเลือนหายไปจนหมดสิ้น


ยังจำได้ไหม


ฉันน่ะ


ยอมทิ้งได้ทุกอย่างก็เพื่อคนๆเดียวเท่านั้น

 

.

.


.

 


“ ฉันเชื่อตาตัวเอง สีหน้าเด็กคนนั้น . . . ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเกิดอะไร ”

น้ำเสียงจินแผ่วลงเหมือนเหนื่อยอ่อน   เย็นวันนั้น ความรู้สึกนั้น ยังชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้น  ยามะพีถอนใจ มองใบหน้าหล่อเหลาของรุ่นพี่คนสนิทที่ไม่เหลือเค้าความขี้เล่นให้เห็นอีกแล้ว

 

“ เขาเลิกกัน . . . แล้วมันเดือดร้อนอะไรนายล่ะ? ”

ยามะพีควานมือลงในถุงขนมจากร้านสะดวกซื้อ ควานหาของชอบไม่มีท่าทีใส่ใจ ในเวลาเดียวกันกับที่อีกคนกำลังหงุดหงิดงุ่นง่านจนทำอะไรไม่ถูก


ดวงตากลมโตเหลือบมอง


เดือดร้อนอะไรอย่างนั้นเหรอ? . . . ก็รู้ดีอยู่เต็มอก

ทั้งเหนื่อยทั้งสับสน จนเกินกว่าที่จินจะต่อปากต่อคำกับยามะพีได้อย่างทุกครั้ง

 

“ ฉันรู้จักหมอนั่น ”


“ คนอย่างนิชิกิโด เรียว ไม่เสียเวลามาจีบใครเล่นๆหรอก ”

 

นิ้วเรียวฉีกขนมปังชิ้นเล็กๆเข้าปาก สบตากับจินที่กำลังมองกลับมาเช่นกัน

 

“ หมายความว่ายังไง? ”


จินอยากจะเชื่อเหลือเกิน ว่านี่อาจเป็นความหวังเพียงเล็กน้อยที่เขาพอมี  ถ้าหากว่าข่าวลือพวกนั้นเป็นแค่เรื่องที่เชื่อไม่ได้

 

“  ก็หมายความว่า . . . ”

 

และที่ฮิโรกิเปลี่ยนไป ไม่ได้มีสาเหตุมาจากนิชิกิโด เรียว

 

“ หมอนั่นเอาจริงน่ะสิ ”

 

.

.


.

 


ร่างโปร่งบางหยุดยืนหอบอยู่หน้าประตูรั้ว

เฝ้าโกหกตัวเองซ้ำๆ ว่าสิ่งที่พูดกับจินไปนั้นเชื่อไม่ได้  นิสัยของเรียว ความคิดของหมอนั่นเป็นยังไง  ยามะพีไม่เคยรู้!


“ โทโมะจัง ”


ผู้หญิงที่เคยสวยที่สุดคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้า ริ้วรอยบนผิวละเอียดเช่นเดียวกันกับคาซึยะปรากฏเพิ่มขึ้นตามวัยอันเหมาะสม  สองมือผอมบางปิดป้องริมฝีปาก ดวงตาที่เหมือนกันไม่ผิดเพี้ยนนั้นเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำขณะที่เอ่ยเรียกด้วยความประหลาดใจ


“ คุณน้าฮะ  คาซึยะ . . . ”


หากความหวังมีอยู่เพียงน้อยนิด ความรู้สึกหมองเศร้าที่แสดงออกมาจากใบหน้านั้นก็คงทำลายมันจนหมดสิ้นแล้ว

หญิงวัยกลางคนหันหลัง เดินนำเด็กหนุ่มไปอย่างเงียบเชียบจนถึงหน้าประตูห้องสีขาวที่ถูกปิดล็อคไว้


“ นานเท่าไหร่แล้วฮะ ”

ร่างโปร่งบางแค่เพียงมองนิ่ง  . . . หลังประตูบานนี้ คือคนที่ยามะพีห่วงใยเสียยิ่งกว่าชีวิตตัวเอง


คาซึยะ . . .

 

“ สองวันแล้วจ้ะ . . . โล่งใจจริงๆที่โทโมะจังมา ”

ยิ้มบางๆ ทั้งความหม่นหมองด้วยห่วงกังวลและคลายใจ ปนเปสับสนกันจนแทบควบคุมไม่ได้ ดวงตาอ่อนล้า ถ่ายทอดความหวังเดียวไว้กับเด็กหนุ่มซึ่งเชื่อได้ว่าจะสามารถทะลายกำแพงที่คาซึยะก่อมันขึ้นมาเพื่อปิดกั้นตัวเองจากโลกภายนอกเช่นในเวลานี้ได้

ผู้เป็นแม่ก้มศีรษะลงน้อยๆ ก่อนหันหลังเดินจากไป

 

ประตูที่ถูกล็อคจากภายใน มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่จะเปิดมันออกได้

 

 

 

. . . กุญแจ . . .

 

.

.


.

 

 


“ ความลับ ”

 

ยามะพีก้มลงมองกุญแจดอกหนึ่งที่มือเล็กยื่นส่งให้ สลับกับใบหน้าเรียวสวยที่เปิดเผยรอยยิ้มสดใสมองมา


“ ความลับ? ”

ในห้องนอนสีขาวที่คุ้นเคย ยามะพีจดจำได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปแม้เพียงเล็กน้อย  . . . ห้องนอน ของคาซึยะ


“ ความลับของเรา ยกให้โทโมะ . . . ต่อไปนี้โทโมะจะเข้ามาเมื่อไหร่ก็ได้ ”

ผิวแก้มบางเปลี่ยนเป็นสีเรื่อยน้อยๆเมื่อจบคำ

ดวงตากลมโตจ้องมองเพื่อนร่างเล็กบางนิ่ง เนิ่นนาน ค่อยแปรเปลี่ยนเป็นแววตาหยอกล้อให้อีกคนขัดเขินจนต้องหลุดเสียงหัวเราะออกมา


เสียงหัวเราะ ดังประสานกันอยู่ภายในห้องเล็กๆ

 

 

. . . ยามะพี  คนสำคัญ ของคาซึยะ

 

ในโลกนี้ไม่มีความลับใด    ไม่มีเรื่องไหนที่คาซึยะจำเป็นต้องปิดบังเมื่ออยู่ต่อหน้าเพื่อนคนนี้

 

 

คาซึยะ . . . คนสำคัญของยามะพี

 

ทว่าในโลกนี้    . . . มีความลับมากมายเหลือเกินที่ยามะพี  จำเป็นต้องปิดบัง

 

.

.


.

 

 

นานแค่ไหนที่ทอดทิ้งให้ปวดร้าวอยู่เพียงลำพัง


ร่างเล็กบอบบางกอดตัวเองอยู่ตรงปลายเตียง ใบหน้าสวยที่ยามะพีกลัวจะต้องเห็นว่ากำลังหมองเศร้าเพียงใด เหม่อมองออกไปยังภายนอกระเบียงที่มีเพียงประตูกระจกกั้น

ผิวขาว ขาวจัดราวกับไร้ชีวิต

 

“ คาซึยะ ”

 

สัมผัสไหล่เล็กแผ่วเบา . . . แต่ร่างบาง กลับสะดุ้งผวาหันมองคล้ายเสียขวัญ  ต้องกัดริมฝีปากจนเจ็บ เพื่อข่มความปวดร้าวที่แล่นขึ้นมาในอกยามที่เห็นภาพนั้น


ฉันเอง โทโมฮิสะไงล่ะคาซึยะ . . . ฉันเอง . . .

 

“ ไม่รัก ”

 

ครั้งแรก เสียงหวานแหบแห้งฟังดูเลื่อนลอยราวกับกำลังละเมออยู่ในความฝัน  แต่แล้ว . . . ตรงขอบตาบอบช้ำ

ความปวดร้าวมากมาย ก็รินไหล พรั่งพรูออกมาพร้อมเสียงสะอื้นไห้อย่างทรมาน

 

“ . . . เรียว  ฮึก . . . โทโมะ เรียวน่ะ . . . ”

 

ทรุดลงกอดรัดร่างน้อยรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ . . . กอดแน่น . . . แรงสะอื้นในอ้อมแขนยิ่งหนักหนาสาหัสรุนแรงจนยามะพีต้องซบหน้าลงบนต้นคอขาวอย่างทรมานใจ

 

รักแรก . . . มันช่างเจ็บปวด

 

มือบางกำจิกไหล่ของยามะพี เล็บคมฝังลงบนผิวเนื้อย่างไม่ตั้งใจ ยามที่เสียงร่ำไห้ฟังคล้ายเสียงกรีดร้องจากหัวใจดวงน้อยที่กำลังแตกสลาย

 

. . . ความผิดฉันเองทั้งหมด ที่พาเรียวมาพบคาซึยะ

ความผิดฉัน ที่พร่ำบอกให้คาซึยะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อเรียว

 

ความรัก ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น

 

มันคือความผิดของฉัน . . . ที่จงใจผลักไสคาซึยะไปให้คนอื่น

ทั้งที่รู้

คาซึยะยังอ่อนบางเกินไป สำหรับความรัก  . . .ยังอ่อนแอเกินไป สำหรับพิษร้ายของมัน ที่พร้อมจะกลับมาทำร้ายไม่ว่าใครก็ตามที่อยากจะครอบครองมัน ได้ตลอดเวลา

 

“ ร้องออกมาเถอะคาซึยะ ”


สิ่งที่ทำให้เจ็บจนร้าวไปทั้งใจ . . . ปล่อยมันออกมา

แล้วถ้าเหนื่อย ก็หลับตาซะ

โทโมฮิสะจะอยู่ตรงนี้ ไม่หนีไปไหน

 

ก็สัญญากันแล้ว . . . ไม่ใช่เหรอ

 

.

.


.

 

 

เปลือกตาบางปิดลง พร้อมเสียงจากริมฝีปากที่พร่ำเรียกหาใครคนนั้น ค่อยๆแผ่วเบา . . . และเงียบหาย

ประคองเรียวแขน วางศีรษะเล็กลงกับหมอนนุ่ม  เกลี่ยปลายผมนุ่มให้พ้นใบหน้าเรียวสวยที่ยังจำได้ดีว่าเคยสดใสเพียงใด  . . . เวลานี้ ที่ผิวแก้มอ่อนบางต้องเปรอะเปื้อน

 

ก็เพราะว่า รัก . . . อย่างนั้นใช่ไหม

 

.

.


.

 

 

 

“ โทมะ ”

 

“ หืม? ”

 

“ ถ้าเรามีความรัก โทโมะจะว่าไง ”

 

“ เด็กแก่แดด ตัวแค่นี้จะไปมีความรักกับใครกันห๊ะ? ”

 

“ โทโมะอยากรู้ไหมล่ะ . . . ”

 

 

 

 

 

ความรัก . . . งั้นเหรอ

 


น่าตลกชะมัด